Trigger Warnings: Animal experimentation,
human experimentation, illness,
physical deterioration, death,
and curse-related

The First Test Subject
อูรีเอล มูน ไม่ได้กลัวความตาย
อย่างน้อยเขาก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นเช่นนั้น
ครั้งแรกที่บิดาพาเขาออกล่า อูรีเอลยังจำได้ว่าตนเองยืนอยู่ข้างหลังอีกฝ่ายเงียบ ๆ มือทั้งสองข้างจับอุปกรณ์ล่าไว้แน่น ดวงตาจับจ้องไปยังสิ่งมีชีวิตที่อยู่ไม่ไกลนัก
หลังจากการล่าสิ้นสุดลง เด็กชายก้มหน้ามองร่างขนปุยที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามบิดา
“มันตายแล้วใช่ไหมครับ”
“ใช่”
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กชายเห็นความตาย
“ทำ..ไม.. ” เสียงเล็กที่เอ่ยถามช่างเบาหวิว ทั้งงุนงงแล้วก็สับสน
บิดาก้มลงจัดการกับสิ่งที่ล่าได้ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ก็เอากลับไปเป็นอาหาร”
อูรีเอลมองตามมือของบิดาอยู่ครู่หนึ่ง
“ทำไมเรา..ถึงฆ่ามัน”
“แต่มันไม่ได้อยากตาย”
บิดาชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองลูกชาย
“อืม"
"แฮมบนโต๊ะของลูกก็ไม่ได้อยากตายเหมือนกัน"
เด็กน้อยเงียบเสียง ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน
"แล้วลูกคิดว่าเราควรทำยังไงต่อ”
เด็กชายไม่ได้ตอบในทันที เขาก้มลงมองร่างตรงหน้าอีกครั้งราวกับกำลังพยายามหาคำตอบจากสิ่งที่เห็น ในใจบีบรัด ในอกรู้สึกหนักแล้วก็หน่วงไปหมด
สุดท้ายคิดอยู่นานศีรษะเล็กๆ ก็เพียงส่ายไปมาแทนคำตอบอย่างจนใจ
“การมีชีวิตอยู่ของสิ่งหนึ่ง บางครั้งก็ต้องอาศัยการสิ้นสุดของอีกสิ่งหนึ่ง” บิดาว่าอย่างนั้น มือจับหูยาวของเจ้าขนปุยที่ไร้ชีวิตเอาไว้ “แต่เมื่อเราเป็นคนพรากชีวิตนั้นมา ก็อย่าทำเหมือนว่ามันไม่มีความหมาย”
“เรา...ต้องขอบคุณมันหรือครับ”
“ใช่"
"โลกก็แบบนี้ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้แข็งแกร่งกินผู้อ่อนแอ สักวันถ้าพ่อตายก็ต้องเป็นอาหารให้กับพวกสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มาย่อยสลาย"
"ไม่มีใครอยู่ตลอดไปหรอกนะยูรี่”
อูรีเอลพยักหน้ารับ แม้จะยังไม่เข้าใจทุกอย่างแต่เขาก็จดจำคำพูดเหล่านั้นไว้
.
.
.
.
หลังจากวันนั้น เขาก็มองกิจกรรมการล่าของบิดาเป็นเพียงการหาอาหารเท่านั้น
ยอมรับเรื่องวัฎจักรห่วงโซ่ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าการฆ่าสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป หากมันเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจและมีจุดหมาย เขาก็คิดว่าตัวเองสามารถยอมรับผลของมันได้
ความคิดเช่นนั้นคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่เคยลังเลกับการทดลองกับสัตว์มากนัก
หนูตัวเล็กๆ ถูกนำออกจากกรงทีละตัว อูรีเอลตรวจสอบสภาพร่างกายของพวกมันก่อนเริ่มการทดลองทุกครั้ง จดบันทึกปริมาณสารที่ใช้ อาการหลังได้รับยา และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามลำดับ บางตัวตอบสนองดี บางตัวไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ และบางตัวก็ไม่อยู่รอดจนถึงการทดลองครั้งถัดไป
สิ่งดีที่สุดที่ทำได้คือต้องไม่พลาด เมื่อเลือกที่จะใช้ ชีวิต สักชีวิต ก็ไม่ควรทำให้มันเสียเปล่า
พวกมันไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกทดลองอยู่ ไม่รู้ว่าทำไมร่างกายจึงอ่อนแรง ไม่รู้ว่าของเหลวที่ได้รับจะช่วยให้มีชีวิตต่อไปหรือทำให้ทุกอย่างสิ้นสุดลง
คนที่รู้เรื่องทั้งหมดมีเพียงเขา
เพราะ [ตัวเขาเอง] ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองมาตั้งแต่แรก
[หมายเลข 00] - อูรีเอล มูน
การทดลองกับตัวเองไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอูรีเอล เขาทำเช่นนี้มานานแล้ว ทั้งการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การทดสอบสารและส่วนผสมต่างๆ ไปจนถึงการบันทึกผลที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง สำหรับเขา การใช้ตัวเองเป็นตัวอย่างทดลองมีข้อดีอยู่หลายอย่าง สามารถติดตามอาการได้โดยตรง รับรู้ความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง และไม่จำเป็นต้องอาศัยการตีความจากผู้อื่น
ทุกอย่างจึงเริ่มต้นจาก [หมายเลข 00] ก่อนจะขยายไปสู่ตัวอย่างทดลองอื่นๆ
และหลังจากถูกคำสาป การทดลองกับตนเองก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อาการของเขาหนักขึ้นทีละน้อย ในบางวันยังทำงานได้ตามปกติ แต่ในบางวันเพียงยืนขึ้นจากเก้าอี้ก็ต้องหยุดพัก ร่างกายเปลี่ยนแปลงไม่สม่ำเสมอ ยาที่เคยใช้ได้ผลกลับให้ผลน้อยลง และบางครั้งอาการก็แย่ลงทั้งที่เขาทำตามขั้นตอนทุกอย่างอย่างถูกต้อง
แฟ้มบันทึกของ [หมายเลข 00] หนาขึ้นเรื่อย ๆ
จากข้อมูลการทดลองที่เคยมีเพียงไม่กี่ชุด กลายเป็นหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับคำสาป ปริมาณยา อุณหภูมิร่างกาย ระยะเวลาที่เกิดอาการ และผลตอบสนองต่อการรักษาแต่ละครั้ง บางหน้ามีรอยแก้ไขเพิ่มเติม บางหน้าถูกเขียนซ้ำเพราะผลการทดลองครั้งใหม่ไม่ตรงกับข้อมูลเดิม
อูรีเอลไม่ชอบเรื่องนี้เลย
ไม่ชอบการทดลองที่ควบคุมตัวแปรไม่ได้ และยิ่งไม่ชอบเมื่อสิ่งที่ควบคุมไม่ได้กลายเป็นร่างกายของตัวเอง เขาจึงเพิ่มเวลาทำงาน ทบทวนสูตรยา ปรับปริมาณส่วนผสม แล้วเริ่มต้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทดลองพวกมัน ปรับพวกมัน เพียงเพื่อยื้อลมหายใจตนเองเอาไว้ สิ่งที่เขาเรียกว่า ยา บางครั้งอาจะเป็นยาพิษสำหรับคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
.
.
.
.
ในคืนหนึ่งที่อูรีเอลกลับมายังห้องทดลองหลังจากตรวจต้นไม้ในเรือนกระจก เขาวางอุปกรณ์ที่ถือมาลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบแฟ้มบันทึกขึ้นมาเปิดดู หน้ากระดาษหลายแผ่นเต็มไปด้วยลายมือของตัวเขาเอง บางหน้ามีรอยแก้ไข บางหน้ามีตัวเลขและผลการทดลองเพิ่มเติมจนแทบไม่มีพื้นที่ว่างเหลืออยู่
เขาพลิกย้อนกลับไปยังบันทึกชุดแรก
มุมบนของหน้ากระดาษมีตัวเลขสองหลักกำกับอยู่
[00]
อูรีเอลมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาไปยังรายละเอียดด้านล่าง ทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ตั้งแต่สภาพร่างกายของตัวอย่างทดลองไปจนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง
เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับมัน
หมายเลขเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับจัดระเบียบข้อมูล ช่วยให้แยกผลการทดลองแต่ละครั้งออกจากกันได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ถึงอย่างนั้น ช่วงหลังมานี้เขากลับนึกถึงหนูทดลองมากกว่าที่ควรจะเป็น
ไม่ใช่เพราะสงสารพวกมันจนทำงานต่อไม่ได้ และไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดกับการทดลองของตนเอง แต่เป็นเพราะเขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเข้าใจ
การตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าร่างกายไม่ตอบสนองอย่างที่ต้องการ การพยายามทำบางสิ่งให้สำเร็จทั้งที่แรงเริ่มหมดลง และการต้องรับผลจากสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เลือกให้เกิดขึ้น
เขาไม่รู้ว่าทำไมร่างกายจึงอ่อนแรง ไม่รู้ว่าของเหลวที่ได้รับจะช่วยให้มีชีวิตต่อไปหรือทำให้ทุกอย่างสิ้นสุดลง
หนูเหล่านั้นเคยไม่มีทางเลือก
ในตอนนี้ เขาเอง ก็ไม่มีทางเลือก..
อูรีเอลเคยคิดว่าการเป็นผู้ทดลองหมายถึงการยืนอยู่ฝั่งที่มองเห็นทุกอย่างชัดเจน เป็นคนตั้งคำถาม สังเกตผล และตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป
แต่เมื่อกลายเป็นผู้ที่ต้องรับผลเสียเอง..
บางครั้งรู้สาเหตุแล้วก็ยังแก้ไขไม่ได้ บางครั้งทำทุกอย่างถูกต้องแล้วผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็นอย่างที่หวัง และบางครั้งสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้ต้องการคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุด
พวกมันแค่ต้องการมีชีวิตต่อไป
เมื่อหนูทดลองตัวหนึ่งตายลง อูรีเอลจะนำร่างของมันไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ เขาทำเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย เพียงขุดดินให้ลึกพอ วางร่างเล็กๆ ลงไป แล้วกลบให้เรียบร้อย
บางครั้งเขายืนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนกลับเข้าห้องทดลอง บางครั้งก็รีบกลับไปจดบันทึกเพราะยังมีงานที่ต้องทำต่อ เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แค่ไม่อยากให้ชีวิตที่เสียไปกลายเป็นขยะจากการทดลองเท่านั้น
ในบ้านของเขากระทั่งในเรือนกระจกเริ่มมีต้นไม้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางต้นเริ่มผลิใบ บางต้นออกดอกตามฤดูกาล อูรีเอลจำได้ว่าต้นไหนปลูกเอาไว้เมื่อไหร่ ต้นไหนต้องการน้ำมากเป็นพิเศษ และต้นไหนเคยเกือบตายเพราะเขาคำนวณการให้น้ำให้ปุ๋ยผิดไป และต้นไหนงอกเงยขึ้นบน ชีวิตไหน บ้าง
เขาเคยฝังหนูทดลองไว้หลายตัว แต่ไม่เคยขุดขึ้นมาดูว่าร่างของพวกมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เขารู้กระบวนการทางชีววิทยาอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบซ้ำ
ในบรรดาพืชเหล่านั้น วิสทีเรีย เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาชอบมากเป็นพิเศษ
เขาชอบช่อดอกที่ห้อยลงมาจากกิ่งก้าน สีม่วงอ่อนที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางใบไม้ และช่วงเวลาที่ดอกไม้ค่อย ๆ ผลิบานเมื่อถึงฤดูกาลของมัน อูรีเอลมักใช้เวลาตรวจดูต้นไม้เหล่านี้อยู่บ้าง บางครั้งก็เพียงรดน้ำ ตัดกิ่งที่แห้งออก หรือยืนมองว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งก่อน
อูรีเอลก้มลงมองมือของตนเอง นิ้วมือของเขาในตอนนี้ยังเป็นสีดำสนิท แห้งกรัง เหมือนกิ่งไม้ที่ถูกไฟเผาจนเป็นตอตะโก จากอาการของคำสาป ข้อมือมีแรงไม่มากนัก และความเหนื่อยล้าก็ยังไม่หายไปไหน
หากวันหนึ่ง [หมายเลข 00] หัวใจไม่เต้นอีกแล้ว
หากเลือกได้.. เขาอยากให้ร่างของตัวเองได้กลับคืนสู่ผืนดิน ใต้ต้นวิสทีเรียสักต้น ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากมาย เพียงปล่อยให้มันเติบโตอยู่ตรงนั้นก็พอ
เขาอยากรู้ว่ามันจะสูงขึ้นแค่ไหน จะออกดอกมากเพียงใด และเมื่อถึงฤดูกาลที่เหมาะสม ช่อดอกสีม่วงอ่อนจะห้อยลงมาจากกิ่งก้านอย่างที่เขาชอบหรือไม่
น่าเสียดาย หากถึงวันนั้นจริง เขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นมันด้วยตัวเองแล้ว
อูรีเอลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาจากมือตัวเอง
เขาแค่ต้องการมีชีวิตต่อไป
เขาหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง เปิดแฟ้มไปยังหน้าถัดไป แล้วเขียนวันที่ลงไปอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงเริ่มจดอาการของตัวเอง
ปริมาณยา อุณหภูมิร่างกาย ระยะเวลาที่รู้สึกอ่อนแรง และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาบันทึกทุกอย่างเหมือนที่เคยทำมาตลอด
การทดลองยังไม่สิ้นสุด สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงหาคำตอบต่อไปเท่านั้น
.
.
.
.
.
.
TBC