JustPaste.it

ยินดีต้อนรับสู่โลกที่ไม่เหลือใคร

กาลครั้งหนึ่งเขาเคยมีเพื่อนเล่น

 

เพื่อนที่เด็กคนอื่นๆบอกว่าไม่เคยเห็น

 

เพื่อนที่ทำให้ครูหลายๆคนมองเขาด้วยสายตาไม่เข้าใจ

 

เพื่อน…ที่มีแค่เขา…เห็นเพียงคนเดียว

 

.

.

.

 

แสงอรุณสีทองยามเช้าสาดส่องผ่านม่านโปร่งบางบนหัวนอน เจ้าของห้องกะพริบตาช้าๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วต้องหรี่ตาเมื่อต้องเข้ากับแสงจ้าเพราะปรับสายตาไม่ทัน

 

เขาขยับตัว บิดขี้เกียจ

 

ฝันเมื่อคืนมันโคตรบ้า แต่ถ้าจดไอเดียไว้ให้พวกฟิล์มเอาไปทำหนังก็คงสนุกดี

 

ขยับลุกขึ้นคว้ามือถือบนโต๊ะข้างเตียง

 

’Miss Call 58 สาย’ จากพ่อและแม่

 

เขาถอนหายใจ ก่อนจะกดโทรออกหาบิดาของตนก่อน

 

”ว่าไงครับพ่—“ ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีปลายสายก็พูดสวนมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

 

”คุณซันคะ คุณพ่อคุณซันอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เธอเสียแล้วเมื่อตอนเช้ามืด…”

 

ร่างของทิวากรชาวาบ แม้ช่วงหลังจะมีปากเสียงกับพ่ออยู่บ้าง แต่พ่อยังไงก็เป็นพ่อ…

 

กำลังจะกดวางสาย เสียงปลายสายก็พูดขึ้นมาอีก

 

”คุณแม่คุณซัน…เธอคลุ้มคลั่งขึ้นมากลางดึก ตอนนี้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลเหมือนกันค่ะ”

 

คราวนี้เขาปล่อยมือถือราคาแพงร่วงหลุดมือ มันกระทบกับพื้นพรมแล้วคว่ำหน้าลง เสียงจากปลายสายยังคงดังอยู่ เรียกชื่อของเขาซ้ำๆ

 

เจ้าของห้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรีบเร่ง คว้าโทรศัพท์บนพื้น กระเป๋าสตางค์ กุญแจห้อง และกุญแจรถติดมือไปเพียงเท่านั้น

 

รถยนต์คันหรูสีดำสนิทถูกขับออกจากอาคารจอดรถของมหาวิทยาลัย ตรงไปยังโรงพยาบาลเอกชนหรูหราแห่งหนึ่งในย่านเดียวกันกับมหาวิทยาลัย

 

ร่างของไกรสร จิรภิญญานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ไร้ชีวิต ไร้ลมหายใจ

 

มือหนาที่เคยฟาดเข้าที่เสี้ยวหน้าของเขาบัดนี้ซีดเผือดและดูเย็นชืด

 

ทิวากรไม่แตะร่างของบิดา ไม่มีน้ำตาให้ด้วยซ้ำ

 

ไม่รู้ทำไม แต่รู้สึกว่า พ่อสมควรจะเป็นแบบนี้แล้ว…

 

เมื่อสายตาเบนขึ้นมามองไปยังข้างเตียงฝั่งตรงข้ามของตน เขาก็ต้องชะงัก เขาสบเข้ากับร่างของไกรสร…ผู้เป็นบิดา

 

มือยกขึ้นขยี้ตาตัวเอง หลุบลงมองร่างบนเตียง เบนขึ้นมองอีกครั้ง

 

ใช่…เขามองไม่ผิด เขาเห็นร่างของพ่อ และพ่ออีกคนที่ยืนตรงนั้น

 

”อะไรวะ…” หลุดเสียงอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้

 

“แกมองเห็นแล้วนี่” ไกรสรที่อยู่ข้างเตียงเป็นฝ่ายพูด

 

ความฝันน่าสะอิดสะเอียนเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว

 

ใครหายไปบ้าง…

 

โทรหามาศยะ…ไม่มีคนรับสาย

 

โทรหาจัสติน…ไม่มีคนรับสาย

 

โทรหาพสันต์…ไม่มีคนรับสาย

 

นี่มันเรื่องเหี้ยอะไร…

 

ใบหน้าของเขาซีดเผือด ก้อนความรู้สึกบางอยู่จุกอยู่ที่คอ ฝืนกลืนน้ำลายเหนียวๆอย่างยากลำบาก

 

“เพราะพ่อเหรอ…”

 

ไกรสรไม่ได้ตอบ เขาเพียงเดินผ่านผนังห้องหนีไปเสียดื้อๆ

 

งานศพของไกรสร จิรภิญญาถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะ แม้เบื้องหลังการหายไปของนักศึกษากว่าสิบชีวิตจะเป็นเขา แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้ ข่าวการหายไปแทบไม่เป็นที่สนใจ เพราะเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกใช้ไปในการปกปิดข่าวคาวๆเหล่านั้น

 

ทิวากรแทบไม่โผล่ไปงานศพของบิดาของตนเลย

 

.

.

.

 

ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขามาหยุดอยู่ที่นี่…

 

บ้านของเดือนอ้าย…บ้านของพี่สาวที่เคยอาศัยอยู่ทางภาคเหนือ

 

สมุดบันทึกที่เจอในห้องของเดือนอ้ายหลังจากที่ถือวิสาสะเข้าไปค้นของเป็นสิ่งที่พาให้เขามาหาคำตอบ

 

คำตอบที่มีเพียงคนที่ตายไปแล้วเท่านั้นที่รู้

 

“น้องชายของอ้ายเหรอ” พี่ไม้สัก พี่ชายข้างบ้านเอ่ยถามหลังจากที่เขาแนะนำตัว “ไปอยู่ด้วยกันเป็นยังไงบ้าง แล้วตอนนี้อ้ายเป็นยังไง”

 

เขาจะพูดออกไปได้ยังไงว่าคนที่ถูกถามถึงตาย และหายไปในมิติเฮงซวย ที่ดึงเพื่อนและคนรู้จักของเขาไปคนแล้ว คนเล่า และคนที่ทำคือพ่อกับแม่ของเขาเอง…

 

ทิวากรทำเพียงยิ้มตอบ เขาพูดไม่ออก…

 

บรรยากาศในบ้านของเดือนอ้ายดูอบอุ่น แม่ของเดือนอ้ายน่าจะเป็นคนน่ารักคนหนึ่ง น่าเสียดายที่ไม่ได้รู้จัก น่าเสียดายที่มารดาของเขาทำเรื่องเลวร้ายเพื่อพรากบิดาของเขาไปจากเธอ อดคิดไม่ได้ ว่าถ้าตอนนี้ทั้งคู่ยังอยู่ด้วยกัน จะมีความสุขกันขนาดไหน เดือนอ้ายจะมีความสุขแค่ไหน…

 

ที่แน่ๆ…เดือนอ้ายคงไม่ต้องตาย…

 

แต่ความคิด ก็เป็นได้แค่ความคิดเท่านั้น…

 

เขาเดินสำรวจไปรอบๆบ้านที่เริ่มมีฝุ่นจับบางๆ มือไล่ไปตามคีย์เปียโน ปลายนิ้วกดลงบนคีย์หนึ่ง เสียงของมันดังกังวาลออกมา ไม่รู้ว่าเดือนอ้ายเล่นเปียโนเป็น…ถ้าจะพูดให้ถูก เขาไม่รู้อะไรหลายอย่างทีเดียว

 

เสียงพื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเบาๆยามย่างก้าว เขาตรงไปที่ห้องซึ่งประตูถูกปิดเอาไว้ มือแตะลูกบิดแล้วหมุนมันเบาๆ ก่อนจะพบว่ามันเปิดได้ ผลักบานประตูเข้าไปด้านใน กวาดสายตามองไปรอบห้องที่พบว่ามันคือห้องเก็บของ

 

เขาหวังว่าเดือนอ้ายจะไม่โกรธที่เขาถือวิสาสะเข้ามาในบ้านแบบนี้

 

แต่ก็นั่นล่ะ…เขามองเห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ หรือ ‘วิญญาณ’ ของหลายๆคน แต่ไม่ใช่กับเดือนอ้าย…ไม่รู้ว่าพี่สาวของเขาแอบหลบหน้าไปอยู่ที่ไหน หรือจะไปเกิดแล้ว? ถ้าเป็นอย่างหลังจริงๆก็คงจะดี

 

กล่องไม้เก่าๆใบหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษแต่มันดูสะดุดตา ทิวากรเปิดมันออก ก่อนจะพบว่ามีเอกสารมากมายอยู่ด้านใน

 

เขาถอดเสื้อนอกตัวที่สวมอยู่ออก พาดมันลงบนข้าวของฝุ่นจับแล้ววางหล่องใบนั้นลงบนพื้นก่อนจะนั่งตาม

 

เปิดดูเอกสารอย่างตั้งใจ

 

ก็อปปี้ฉโนดที่ดิน…ตรงกับที่เขาได้รับรู้ตอนที่อยู่ในอาสัญภพว่าที่ดินผืนนั้นน่าจะเป็นที่ดินของทางบ้านแม่ของอ้าย

 

ใบสำคัญการหย่า…ของพ่อของเขาและแม่ของอ้าย

 

แฟ้มเก่าๆ…เหมือนจะเป็นเอกสารเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่ง ดูจากชื่อและปีแล้ว น่าจะเก่ากว่าของมหาวิทยาลัยอยู่พอสมควร ใครสักคนคงเช่าที่ผืนเดียวกันเพื่อทำเป็นอะไรบางอย่าง…

 

และ…

 

เอกสารที่ถูกบันทึกด้วยมือ เกี่ยวกับเสาหลักเมือง…

 

อิน…จัน…มั่น…คง…ถูกตอกลงใต้เสา ในขณะที่พิธีกำลังดำเนินไป กลับเกิดอาเพศขึ้น ฟ้าครึ้มแต่กลับฉาบด้วยสีแดงดูน่ากลัว ลมกรรโชกจนคานตั้งเสาล้มระเนระนาด ทับคนในพิธีตายไปหลายคน พิธีต้องหยุด และพื้นที่แห่งนี้ก็เป็นพื้นที่ที่ถูกสาปไปตั้งแต่นั้น

 

หัวคิ้วของทิวากรขมวดเข้าหากัน พลันนึกถึงผีทั้งสี่ที่เคยมาห้ามเขาไม่ให้เข้าไปขัดเดือนอ้าย ผีที่ดูไม่เหมือนผีตนอื่นๆในมหาวิทยาลัย

 

นั่นคงจะเป็นอิน จัน มั่น และคง

 

เขานั่งอ่านต่อไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบว่าครอบครัวของเดือนอ้ายเป็นเจ้าของและดูแลที่นี่มาตั้งแต่ตอนนั้น ใช้พุทธคุณปกปักษ์ เพื่อไม่ให้วิญญาณในพื้นที่กลายเป็นวิญญาณร้ายคอยอาฆาต

 

จนกระทั่งปู่ทวดของเขามาขอเช่าพื้นที่เพื่อก่อตั้งมหาวิทยาลัย ปู่ทวดของเขากับปู่ทวดของเดือนอ้ายดูจะสนทนาภาษาเดียวกัน ดังนั้นทางครอบครัวของอ้ายจึงยอมให้ปู่ทวดโมกเช่าพื้นที่นี้ได้ และดูแลด้วยพุทธคุณต่อๆมา

 

ทิวากรถอนหายใจยาวเหยียด

 

เรื่องมันค่อนข้างจะหนักสำหรับคนที่ไม่ยอมรับเรื่องเหนือธรรมชาติมาเกือบทั้งชีวิต แม้จะรู้ว่ากำลังโกหกตัวเองอยู่ก็ตาม

 

เขารวบเอกสารทั้งหมดกลับลงไปในกล่อง ก่อนจะกระซิบเสียงเบา

 

”ผมขอเอากลับไปด้วยนะ” ราวกับต้องการบอกใครก็ตามที่อยู่ในนี่แม้จะยังไม่เจอ ‘ใคร’ แล้วปิดฝากล่องลง

 

ลุกขึ้นยืน หยิบเสื้อนอกตัวเดิมที่สวมมาสวมทับกลับไป ก่อนจะก้มลงยกกล่องไม้ที่พื้นติดมือไปด้วย

 

”จะกลับแล้วเหรอ” เป็นพี่ไม้สักที่อยู่ข้างบ้านถามอีก “มากินข้าวด้วยกันก่อนไหมแล้วค่อยกลับ”

 

”ไม่ดีกว่าครับ ขอบคุณที่ชวนนะครับ” เขายิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะผงกศีรษะให้เล็กน้อย

 

”งั้นก็เอาไว้คราวหน้านะ ขับรถดีๆล่ะ โชคดีครับ”

 

เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาพี่ไม้สักด้วยซ้ำ จะไปกล้ารับความหวังดีแบบนั้นได้ยังไง

 

ทิวากรหันไปยิ้มให้อีกครั้ง ก่อนจะหอบกล่องไม้กลับไปที่รถ

 

.

.

.

 

อาเกรียงไกรกลายเป็นคนดูแลมหาวิทยาลัยต่อจากพ่อของเขาทันทีที่เสียชีวิต ทิวากรไม่ขัด ว่ากันตามตรง การดูแลมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่เขาโดนกรอกหูมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่ไม่เคยเป็นความต้องการจริงๆของเขา

 

”แต่ซันต้องกลับมาดูแลมันในสักวัน เข้าใจที่อาพูดใช่ไหม” อาเกรียงไกรถามเขา

 

”ครับ…” และเขาก็รับคำเสียงเบา

 

กระเป๋าเดินทางใบเขื่องถูกลากตามมาข้างหลัง ข้างตัวมีปริญที่เดินลากกระเป๋ามาด้วยกัน

 

หลังจากเรียนจบ ทิวากรก็ทำตามแผนที่ตัวเองวางเอาไว้ในทันที คือเดินทางไปศึกษาต่อที่อเมริกา พร้อมกับปริญ ลูกพี่ลูกน้อง

 

พาลให้นึกถึงคำของ ‘เพื่อน’ คนหนึ่ง

 

’อีกสักสิบปีเรามานัดกันใหม่ไหม’

 

นัดครั้งนั้นคงไม่มีวันได้เกิดขึ้นจริง…